เคยสงสัยไหมว่า IELTS Speaking part ใดสำคัญที่สุด??

IELTS Speaking: สงสัยกันไหมว่าแต่ละส่วน ส่วนไหนที่สำคัญที่สุด?

วันนี้มีคำถามจากน้องคนหนึ่งถามเข้ามาว่า คะแนนสอบในทักษะ Speaking ของ IELTS test เนี่ยเท่ากันไหม? แล้วส่วนไหนสำคัญหรือได้คะแนนมากกว่ากัน?

การให้คะแนน IELTS Speaking

IELTS Speaking ควรจะให้ความสำคัญกับส่วนใดมากที่สุด??

IELTS Examiner ตอบคำถามนี้แบบนี้ค่ะ

จริงๆแล้วในการสอบ IELTS Speaking นั้น ไม่มีส่วนไหนสำคัญกว่ากัน ไม่มีการแยกคะแนนในแต่ละส่วน Examiner จึงมองทั้ง 3 ส่วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แต่อย่างไรก็ตาม สามารถมองวิธีการให้คะแนนในแต่ละส่วนดังนี้ค่ะ

  • ส่วนที่ 1 – เป็นส่วนที่ง่ายที่สุด (เสมือนอุ่นเครื่อง) แต่เราจะไม่สามารถได้คะแนนสูงเพียงเพราะทำได้ดีในส่วนนี้ (แต่แน่นอนการเริ่มต้นที่ดี ย่อมทำให้ Examiner ประทับใจได้ง่ายใน Part ถัดไป)
  • ส่วนที่ 2 – ส่วนนี้สำคัญมาก Examiner จะเริ่มวัดความสามารถที่แท้จริงของเราจาก Part นี้ โดยอิงจาก Score Chart โดยจะแบ่งเป็น 4 ส่วน ดังนี้ค่ะ
Fluency and coherence How fluently you speak and how well you link your ideas  together
Pronunciation How accurate your pronunciation is
Lexical resource How accurate and varied your vocabulary is
Grammatical range and accuracy How accurate and varied your grammar is
  • ส่วนที่ 3 – ในส่วนนี้ก็สำคัญเช่นกัน เพราะ Examiner จะตัดสินคะแนนของเราว่าควรได้เท่าไหร่จากคำถามในส่วนนี้ (เสมือนเป็นช่วง Boost คะแนน) ซึ่งจะถ้าตอบได้ดีย่อมทำให้คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่นเดียวกัน หากทำได้ไม่ดี ย่อมทำให้คะแนนของเราถูกลดทอนลงจากที่ Examiner ตั้งใจไว้ค่ะ

ลองมาดูองค์ประกอบในการคิดคะแนนของการสอบ IELTS Speaking ทั้ง 4 ส่วนกันดีกว่าค่ะ ว่ามีจุดไหนที่ต้องระวังอย่างไร?

Fluency and coherence

Fluency ประกอบไปด้วย:

  1. speed of speech
  2. length of answer
  3. pausing correctly

Coherence คือความสามารถที่จะ:

  1. expand your answers
  2. answer the questions directly
  3. add relevant detail to explain or illustrate your answers
  4. connect your sentences by using tenses and connectors

Common Mistake

น้องๆควรระวังไม่ตอบเร็วเกินไปหรือตอบยืดยาวมากๆโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจเป็นจุดที่จะทำให้โดนหักคะแนนในส่วนของการออกเสียง ในการสอบพูด สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญคือแสดงความสามารถในทักษะด้านการพูดออกมา โดยมีจุดควรระวังอีกอย่างคือ การตอบไม่ตรงคำถาม ซึ่งจะทำให้เราโดนหักคะแนนค่ะ

Pronunciation

จุดสำคัญในเรื่องการออกเสียง (Pronunciation) คือ การออกเสียงให้ฟังง่าย ได้ใจความ และสามารถออกเสียงได้ถูกต้อง ซึ่งคุณสมบัติในการออกเสียงสำหรับการสอบ IELTS Speaking ที่ดี มีดังนี้ค่ะ

  1. basic word pronunciation
  2. linked speech sounds
  3. correct sentence stress
  4. correct use of intonation (rising and falling)

ตรงส่วนนี้หลายคนกังวลในเรื่องของ Accent ซึ่ง Examiner บอกเลยว่าตรงนี้ไม่มีผลกับคะแนนค่ะ

Lexical Resource (Vocabulary)

ความสามารถในการใช้คำศัพท์เป็นอีกส่วนที่ Examiner จะนำมาเป็นเกณฑ์ให้คะแนนกับผู้เข้าสอบ ซึ่งมี 3 ข้อที่ Examiner แนะนำให้ผู้เข้าสอบควรระวัง

  1. have enough vocabulary to discuss a range of topics
  2. to use vocabulary accurately
  3. be able to explain yourself when you do not have the right word

Common Mistake

ปัญหาที่พบได้บ่อยคือนักเรียนมักใช้คำยากๆ โดยบางครั้งไม่รู้ความหมายที่แท้จริง ทำให้มีการใช้คำอย่างผิดความหมาย หรือ เป็นคำที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ในการพูดตามปกติ

 

Grammatical Range and Accuracy

สำหรับในส่วนนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ Examiner เน้นให้ระวังมากๆ โดยมีข้อควรระวังที่นักเรียนไทยผิดพลาดบ่อยๆ อยู่ 2 จุด ได้แก่

  1. ระวังการใช้ไวยากรณ์ที่ผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของ Tense
  2. ควรมีการดึงเอาโครงสร้างไวยากรณ์มาใช้ให้หลากหลาย ไม่ควรใช้แค่ประโยคง่ายๆ เช่นประโยคความเดียว ( Simple Sentence) ควรเชื่อมประโยคให้เป็น Compound หรือ Complex Sentence บ้าง

เป็นอย่างไรคะ เชื่อว่ามาถึงตรงนี้ น้องๆน่าจะเริ่มเข้าใจหลักเกณฑ์การให้คะแนนในการสอบพูดของ IELTS test กันบ้างแล้ว พี่ขอฝากเทคนิคการเตรียมสอบ IELTS Speaking ให้ได้ 7.0 ไว้ให้น้องๆลองศึกษาเพิ่มเติมนะคะ

เทคนิคการเตรียมตัวสำหรับผู้ที่อยากได้ IELTS Speaking Band 7.0

แล้วพบกันใหม่อีกครั้ง คราวหน้าจะนำเทคนิคดีๆในการเตรียมสอบ IELTS ทักษะอื่นๆมาฝากกันอีกค่ะ

“Practice makes perfect”

IELTS Institute Team

โพสท์ใน IELTS Speaking | ติดป้ายกำกับ , , | แสดงความเห็น

สำนวนภาษาอังกฤษ – Valentine’s Day สำหรับน้องๆที่กำลังเตรียมสอบ IELTS ค่ะ

Happy Valentines Day 2015

ช่วงนี้น้องๆหลายคนกำลังเตรียมตัวสอบ IELTS กันอยู่ใช่ไหมคะ แต่พอพูดถึงเดือนกุมภาพันธ์แล้ว พี่เชื่อว่าน้องๆหลายๆคน จะคิดถึงวันหนึ่งเป็นพิเศษ นั่นคือ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี (Valentine Day) น้องหลายคนเตรียมดอกกุหลาบไว้ให้คนพิเศษ ทั้งนี้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งที่สามารถใช้สื่อความหมายเฉพาะความรักของ หนุ่มสาวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ดอกไม้แต่ละชนิดสามารถสื่อความรักได้หลายรูปแบบ ทั้งยังไม่จำกัดอายุและเพศอีกด้วย ลองมาดูความหมายของดอกกุหลาบแต่ละสีกันนะคะ

  • กุหลาบแดง (Red Rose) : จะใช้ในความหมายแทน ประโยคที่ว่า “ฉันรักเธอ”
  • กุหลาบขาว (White Rose) : กุหลาบขาวแทนความหมายแห่งความรักอันบริสุทธิ์
  • กุหลาบชมพู (Pink Rose) : มักถูกใช้แทนความรักแบบโรแมนติก และความเสน่หาต่อกัน
  • กุหลาบเหลือง (Yellow Rose) : สีเหลืองเป็นสีแห่งความสดใส แทนความรักแบบเพื่อน

นอกจากนี้ พี่จึงลองหาประโยค สำนวนที่เกี่ยวข้องกับความรัก เผื่อว่าน้องๆจะได้นำไปใช้บอกกับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็น คนในครอบครัว เพื่อนสนิท หรือ คนพิเศษ ก็ได้ค่ะ บางประโยคอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว อย่างเช่น

Love at first sight.

หมายถึงการที่คนสองคนตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบค่ะ

Falling in love.

มีความหมายขนาดที่ว่าการจะมีชีวิตที่ปราศจากคนๆนั้นอาจทำให้คุณขาดใจได้ค่ะ

You are too good to be true.

หมายความว่าคุณคิดว่าเขาหรือเธอดีมากจนแทบไม่คิดว่าคนแบบนี้จะมีอยู่จริง

She drives me crazy.

แสดงคนๆนั้นทำให้คุณใจเต้นอย่างรุนแรงนั่นเองค่ะ

Love looks not with eyes, but with the mind.

มีความหมายว่าความรักนั้นเห็นไม่ได้ด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจค่ะ

I’d like to spend the rest of my life with you.

ให้ความหมายว่าฉันต้องการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับคุณ!

I can’t stop loving you.

หมายความว่าฉันหยุดไม่ได้ที่จะรักคุณนั่นเองค่ะ

You’re the best things that’s ever happened to my life.

หมายถึงว่าคุณคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่เกิดขึ้นกับชีวิตฉัน

You’re my life.

เป็นประโยคที่ให้ความหมายว่าคุณคือชีวิตของฉันนั่นเองค่ะ

I can’t live without you.

มีความหมายว่าฉันอยู่ไม่ได้ โดยไม่มีคุณ!

 

สำหรับคนที่กำลังหาประวัติความเป็นมาของวันวาเลนไทน์ ลองแวะเข้าไปดูประวัติของวันพิเศษนี้ได้ที่นี่ค่ะ

ประวัติความเป็นมาของวันวาเลนไทน์

“Practice makes perfect”

IELTS Institute Team

โพสท์ใน เรื่องน่ารู้ | ติดป้ายกำกับ , , | แสดงความเห็น

Preposition กับปัญหาที่พบบ่อยๆในการสอบ IELTS (ภาคต่อ)

วันนี้ พี่จะมาไขข้อข้องใจเรื่องการใช้คำบุพบท ( prepositions ) ต่อนะคะ ครั้งก่อน ได้นำเสนอปัญหาที่พบบ่อยกับการใช้คำกริยา discuss กันไปแล้ว เดี๋ยวมาดูคำกริยาอีก 4 ตัวที่เหลือต่อกันเลยค่ะ

preposition-IELTS-2

ปัญหาเกี่ยวกับการใช้ Preposition ในการสอบ IELTS (ภาคต่อ)

ใครยังไม่เคยอ่านบทความ Part I ลองไปติดตามกันที่นี่นะคะ –> Preposition กับปัญหาที่พบบ่อยๆในการสอบ IELTS

คราวนี้เรามาดูข้อ 2. กันต่อเลยดีกว่าค่ะ

  1. The problem involves with many people in society.

         แปลว่า ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับคนหลายคนในสังคม

“to involve” เป็น verb ที่ top ฮิตมากในด้านที่นักเรียนโดยส่วนใหญ่ใช้ผิดตลอดๆ ทั้งนี้ เกิดจากการที่น้องๆ มักจะแปลคำนี้ว่า “เกี่ยวข้อง” เวลาเอามาแต่งประโยค จึงเติม preposition “with” เข้าไปโดยอัตโนมัติ

อันที่จริง คำว่า “to involve” แปลว่า “โยงใยถึง พัวพัน” แต่ถ้าใช้ในรูป passive voice “to be involved” จึงจะแปลว่า “เกี่ยวข้อง” โครงสร้างการใช้งานแตกต่างกัน ดังนี้นะคะ

- to involve + noun(s)

       เช่น This project will involve all the students.

          แปลตรงๆ ได้ว่า “โครงการนี้ จะพัวพันนักเรียนทุกคน” แต่หากแปลให้เป็นภาษาที่สละสลวย มักแปลว่า “นักเรียนทุกคนจะเกี่ยวข้องกับโครงการนี้”

- to be involved + with + noun(s)

       เช่น All the students will be involved with this project.

          ซึ่งก็แปลเหมือนประโยคบนเลย คือ “นักเรียนทุกคนจะเกี่ยวข้องกับโครงการนี้”

 

  1.   Last year, my sister married with my best friend.

         แปลว่า ปีที่แล้ว พี่สาวของฉันแต่งงานกับเพื่อนสนิทฉัน

“to marry” แปลว่า “แต่งงาน” นักเรียนก็เลยมักจะแปลแบบตรงตัวเวลานำไปใช้งาน คือ ต้องการบอกว่า “แต่งงานกับใคร” ก็เลยใส่ “with” หลัง “to marry” โครงสร้างที่ถูกต้องเป็นดังนี้นะคะ

- to marry + someone

     เช่น Although he is wealthy, she does not want to marry him.

             แปลว่า แม้เขาจะรวย แต่หล่อนไม่ต้องการแต่งงานกับเขา

 

  1.  At present, the government faces with a lot of financial problems.

         แปลว่า ปัจจุบันนี้ รัฐบาลเผชิญกับปัญหาด้านการเงินมากมาย

“to face” แปลว่า “เผชิญ หรือ ประสบ” ซึ่งหากเป็นภาษาไทย ย่อมต้องใส่คำว่า “กับ” เข้าไปก่อนที่จะตามด้วยคำนาม แต่โครงสร้างที่ถูกต้องในภาษาอังกฤษ เป็นดังนี้นะคะ

- to face + noun(s)

     เช่น Some transgender individuals face discrimination.

           แปลว่า คนข้ามเพศบางคนเผชิญกับการถูกแบ่งแยก

อันที่จริง หากใช้ “to face” ในรูป passive voice ย่อมจำเป็นต้องใช้ preposition “with” ตามหลัง ซึ่งเมื่อแปลออกมาแล้ว ความหมายก็จะไม่แตกต่างกันแต่อย่างใดค่ะ

- to be faced + with + noun(s)

     เช่น Some transgender individuals are faced with discrimination.

           แปลว่า คนข้ามเพศบางคนเผชิญกับการถูกแบ่งแยก

คาดว่า สาเหตุหลักอีกประการที่ทำให้น้องๆ ใช้ “to face with” ก็เป็นเพราะเคยเห็นการใช้คำว่า “with” ตามหลัง “face” จริงๆ แต่ย่อมต้องเป็นในรูป passive voice เท่านั้นนะคะ

 

  1.   A number of employees do not want to join in the activity.

         แปลว่า ลูกจ้างจำนวนหนึ่งไม่ต้องการเข้าร่วมในกิจกรรม

“to join” แปลว่า “เข้าร่วม” ซึ่งหากเป็นภาษาไทย ย่อมต้องใส่คำว่า “ใน หรือ กับ” เข้าไปก่อนที่จะตามด้วยคำนาม แต่โครงสร้างที่ถูกต้องในภาษาอังกฤษ เป็นดังนี้นะคะ

- to join + noun(s)

     เช่น Most residents are willing to join this programme. .

           แปลว่า ผู้อาศัยส่วนใหญ่เต็มใจที่จะเข้าร่วมในรายการนี้

 

พี่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องๆ จะสามารถลดความผิดพลาดในการใช้คำกริยาเหล่านี้ในงานเขียนและการพูดในอนาคตนะคะ ขยันอ่าน ขยันฝึก ไม่ยากจนเกินไปแน่นอนค่า

 

“Practice makes perfect”

IELTS Institute Team

โพสท์ใน GRAMMAR TIPS | ติดป้ายกำกับ , , , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น

Preposition กับปัญหาที่พบบ่อยๆในการสอบ IELTS

Preposition กับปัญหาที่พบในการสอบ IELTS

Preposition กับปัญหาที่พบในการสอบ IELTS

ปัญหาไวยากรณ์อย่างหนึ่งที่ IELTS Examiner พบในการสอบ และเป็นปัญหาที่นักเรียนส่วนใหญ่มักจะพลาดและแม้หลายๆคนจะทราบ แต่ก็มักจะใช้ผิดด้วยความคุ้นเคย คือ เรื่องการใช้คำบุพบท ( prepositions ) น้องๆผู้เข้าสอบ IELTS บางคน เขียนหรือพูดไปสัก 10 ประโยค ผิดเรื่องคำบุพบทไปถึงแปดเก้าประโยค ซึ่งย่อมส่งผลเสียต่อคะแนน IELTS ทันทีเลยค่ะ วันนี้พี่ขอนำกริยาบางคำที่นักเรียนนิยมใช้และเวลานำไปใช้ มักจะผิดในด้านการใช้คำบุพบทมาฝาก เพื่อช่วยน้องๆ ลดความผิดพลาดในเรื่องนี้กันนะคะ

ก่อนอื่น น้องๆ ลองอ่านประโยคเหล่านี้ดูค่ะ แล้วฝากคิดก่อนว่าประโยคเหล่านี้ มีจุดผิดพลาดอย่างไร

  1. This essay will discuss about the reasons why free education should be provided for citizens.
  2. The problem involves with many people in society.
  3. Last year, my sister married with my best friend.
  4. At present, the government faces with a lot of financial problems.
  5. A number of employees do not want to join in the activity.

พี่เชื่อว่า น้องๆ สามารถแปลความหมายของประโยคทั้งหมดนี้ได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร เพราะกริยาที่ใช้ในแต่ละประโยค ก็เป็นกริยาพื้นฐานที่นักเรียนส่วนมากใช้ในการพูดหรือเขียนเป็นประจำอยู่แล้ว ก่อนที่จะดูเฉลยด้านล่าง พี่อยากขอให้น้องๆ ลองเขียนทุกประโยคใส่ในกระดาษสักแผ่น แล้วลองขีดเส้นใต้ในส่วนของกริยา + คำบุพบท ( Verb + preposition ) ดูนะคะ พร้อมคิดดีๆ อีกรอบว่าหากเป็นตัวเอง จะเขียนแบบนี้หรือไม่

………………………………………………………

น้องๆ เชื่อหรือไม่คะ ว่าประโยคทั้ง 5 ประโยคนี้ ใช้คำบุพบทผิดพลาดในทุกประโยค และเป็นความผิดในลักษณะเดียวกันเลย กล่าวคือ กริยาdiscuss / involves / marry / face / join” จะต้องตามด้วยกรรม (คำนาม) ทันที ไม่มีคำบุพบทมาคั่นกลางค่ะ!!! พี่จะเขียนโครงสร้างให้เห็นเป็นข้อๆ เพื่อความชัดเจน ดังนี้นะคะ

  1. to discuss + about + noun(s)
  2. to involve + with + noun(s)
  3. to marry + with + noun(s)
  4. to faces + with + noun(s)
  5. to join + in + noun(s)

ถ้าก่อนเฉลย น้องๆ รู้สึกว่าหาจุดผิดพลาดนี้ไม่พบ คงต้องมาทำความเข้าใจกันใหม่แล้วล่ะค่ะ สาเหตุของจุดผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับการใช้กริยาทั้ง 5 ตัวนี้มี มีสาเหตุเหมือนๆ กัน ซึ่งก็คือ เกิดจากการที่เราแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษแบบตรงตัว ไม่ได้เข้าใจโครงสร้างการใช้กริยาเหล่านี้อย่างแท้จริงนั่นเอง พี่จะขออธิบายเฉพาะในส่วนของประโยคที่ 1 ก่อนในวันนี้ ส่วนที่เหลืออีก 4 ประโยค จะมาอธิบายให้ฟังในครั้งหน้านะคะ

  1. This essay will discuss about the reasons why free education should be provided for citizens. แปลว่า เรียงความเรื่องนี้ จะอภิปรายเกี่ยวกับเหตุผลว่าทำไมจึงควรจัดการศึกษาฟรีให้แก่ประชาชน

น้องๆ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เราติดนิสัยในการแปลแบบตรงตัว เลยแปลคำว่า เกี่ยวกับ เป็น about กันตลอด ทั้งๆ ที่ discuss จะต้องตามด้วยประเด็นหรือสิ่งของที่เราต้องการกล่าวถึงทันทีนะคะ อย่างไรก็ตาม หากน้องๆ ต้องการพูดว่า อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องอะไร กับใคร ในส่วนของคำว่า กับ จะต้องแปลเป็นคำว่า with โดยตรงค่ะ โครงสร้างเป็นดังนี้นะคะ

  1. to discuss + noun(s) + with + someone

เช่น I would like to discuss this problem with my teacher.

ครั้งหน้า พี่จะมาไขข้อข้องใจกับอีก 4 ประโยคที่เหลือ และจะยกตัวอย่างให้เพิ่มเติม เพื่อไม่ให้น้องๆ ผิดประเด็นนี้กันอีกเลยนะคะ

“Practice makes perfect”

IELTS Institute Team

โพสท์ใน GRAMMAR TIPS | ติดป้ายกำกับ , , , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เทคนิคการเตรียมตัวสำหรับผู้ที่อยากได้ IELTS Speaking Band 7.0

น้องหลายๆคนพอพูดถึงทักษะการพูดในการสอบ IELTS Speaking มักจะกังวลมากกว่าทักษะอื่นๆ เนื่องจากการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในเมืองไทยส่วนมากจะไม่ได้เน้นการฝึกพูด แต่จะไปหนักเรื่องท่องจำไวยากรณ์ รวมทั้งจำนวนบุคคลากรชาวต่างชาติที่สอนเมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียนต่อห้องแล้ว มีจำนวนมากจนเกินไป ทำให้นักเรียนมักมีโอกาสในการฝึกทักษะนี้น้อยกว่าทักษะด้านอื่นๆ วันนี้พี่ขออนุญาตนำรูปแบบการสอบ Speaking ของ IELTS พร้อมทั้ง Tips เล็กๆน้อยๆ จาก Examiner มาฝากน้องๆกันค่ะ

เทคนิค-IELTS-Speaking

ยังไง ยังไง IELTS Speaking ให้ได้ 7.0

 

IELTS Speaking

          การทดสอบทักษะการพูด (IELTS Speaking test)จะประกอบด้วย 3 ส่วนดังนี้

  1. การแนะนำตัว (Introduction and Interview)

ใน Part นี้ส่วนมาก Examiner จะถามอยู่ประมาณ 3 คำถาม ที่เราควรตอบเพียงสั้นๆเท่านั้น ขอยกตัวอย่างคำถามดังนี้

1.1 Can you tell me your full name please?

- ตอบเฉพาะชื่อ-นามสกุลของเราเท่านั้น ไม่ต้องตอบอะไรมากมาย ไม่ต้องมีคำนำหน้าใดๆนะคะ

“My name is……………………”

1.2 What can I call you?

- ให้ตอบชื่อเล่น หรือชื่อที่ฝรั่งจะเรียกเราง่ายๆ

“You can call me ……if you like”

1.3 Can you show me your identification card please?

เราก็ส่งบัตรประชาชนให้ Examiner ค่ะ

          Interview (4-5 minutes) คะแนนมักจะเริ่มคิดจากส่วนนี้เป็นต้นไป

ในช่วงนี้จะเป็นการพูดถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา พยายามฟังคำถามให้ดี แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีอะไรน่าห่วง เพราะเป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น

– Are you learning or working?

– Can you tell me about your home town?

– Can you tell me about your childhood?

– What do you do in your free time?

– What subjects are you studying?

– Tell me about the kind of accommodation you live in?

 

  1. Individual long turn (3 – 4 minutes)

ในส่วนนี้เราจะมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 1 นาที เขาก็จะแจก Topic Card มาแล้วให้เราพูด 2 นาที หน้าที่ของเราคือ พูดให้ครบ ซึ่งตรงนี้คนคุมสอบจะไม่พูดเลยค่ะ จะจับเวลาและอัดเสียงเราอย่างเดียว ดังนั้น พูดให้ครบ พยายามไหลไปเรื่อย ๆ อย่ากังวลเรื่องเวลามากนัก เมื่อถึงเวลา Examiner จะบอกให้เราหยุดเองค่ะ

แนวทางในการเตรียมตัว

– เนื่องจากเราจะมีเวลาเตรียมตัว 1 นาที ให้อ่านคำถามใน card ที่ให้ดีๆ หลายคนกังวลเดินไปจนเข้าใจคำถามผิดทำให้เสียคะแนนไปอย่างน่าเสียดายค่ะ

– กำหนดเป็น Idea หลังจากนั้นหา เหตุผลมารองรับ ยกตัวอย่างประมาณ 2 ตัวอย่าง สนับสนุน แล้วก็สรุปประเด็น จากนั้นก็ขึ้นหัวข้อใหม่..ทำอย่างนี้ไปจนครบทุกหัวข้อ

– คิดประโยคขึ้นต้นสวยๆสัก 2 ประโยค โดยอาจใช้พวก complex sentence แล้วก็เริ่มไหลไปเลย

– ไม่ต้องสนใจ Examiner ให้เราพูดเหมือนที่เราพูดกับกระจก ส่วน examiner จะเป็นอย่างไรก็ช่าง ไม่ต้องไปสนใจ

  1. Two-way discussion (4-5 minutes)

ในส่วนนี้ถูกออกแบบมาให้ยากมากขึ้น โดยคำถามจะค่อนข้างซับซ้อน และเน้นการแสดงความสามารถในเชิงอภิปรายเป็นส่วนใหญ่ค่ะ

แนวทางในการทำข้อสอบใน Part นี้ มีดังนี้นะคะ

  1. อันดับแรกต้องตั้งสติให้ดี
  2. ต่อมาพยายามฟังคำถามให้ดี…หากไม่เข้าใจสามารถถาม Examiner ได้ อาทิเช่น “What do you mean exactly?” หรือ “I didn’t quite catch that. Could you repeat it?” แต่ไม่ใช่ถามทุกๆคำถามเลยนะคะ
  3. ในการสอบให้พูดไปเรื่อยๆเหมือนเราคุยกับเพื่อน คำศัพท์ไหนไม่ได้ก็พยายามหลีกเลี่ยงหรืออ้อมๆไป โดยพยายามบรรยายให้เค้ารู้เรื่องว่าเรากำลังจะพูดถึงอะไร
  4. เวลาเราตอบคำถาม…ให้ตอบเป็น list ของคำตอบเลย อย่าตอบเพียงคำตอบเดียวแล้วหยุด อย่างน้อยซัก 2-3 คำถาม
  5. ตอบคำถามแล้ว.. อย่าลืมให้รายละเอียดของคำตอบด้วย อย่าตอบแค่ Yes or no พยายามถามตัวเองต่อไปเสมอว่า ทำไม หรือ เพราะอะไร?

          เทคนิคเพิ่มเติมในการฝึก Speaking

  1. พูดกับตัวเองหน้ากระจกบ่อยๆ ทำแบบเดียวกับการฝึก public speaking
  2. บันทึกเสียงของตัวเองไว้ เพราะเราจะได้ทราบว่า ว่าเราตอบคำถามต่างๆอย่างไร จากนั้นนำมาแก้ไขในจุดบกพร่องของเราเอง
  3. จุดบกพร่องหลักๆที่พบบ่อยของนักเรียนไทย มีประมาณนี้ค่ะ

i. พูดอ้ำๆอึ้งๆ

ii. พูดซ้ำไปซ้ำมา

iii. Long pause พูดแล้วหยุดนิ่งไปเป็นเวลานาน

iv. พูดแล้วไม่ยึดความถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ หรือ กังวลในเรื่องไวยากรณ์จนทำให้ขาดความต่อเนื่อง

การจะทำคะแนนให้ได้ดีในการทดสอบ IELTS Speaking ควรทำดังนี้

  1. Pronunciation อย่าลืมออกเสียงตัวสุดท้าย … พูดช้าลงอีกเพียงนิดเดียวแต่จะทำให้ Band score สูงขึ้นได้ถึง 8 เลยค่ะ
  2. Vocabulary พยามยามอ่านและฟังให้มากเข้าไว้ เราสามารถทำ Band score ได้ถึง 7 โดยไม่ยาก พยายามใช้ Idioms มาประกอบในการบรรยายรายละเอียดของคำตอบเรา
  3. Fluency เป็นเรื่องยากที่จะทำให้คล่องปรื๋อเหมือน Native speaker ดังนั้นในส่วนนี้อาจตั้งเป้าหมายไว้ที่ 6 ก็ OK แล้ว
  4. ในส่วนของ Grammar หากระวังในเรื่องของ Tense และพยายามใช้โครงสร้างที่หลากหลายเชื่อว่า 6-7 ไม่น่ายากจนเกินไปค่ะ

ลองมารวม Overall band score กันดูนะคะ 8, 7, 6, 7 รวมเป็น 28 หารด้วย 4 เท่ากับ 7 พอดีค่ะ

เห็นไหมคะ หากเราวางแผนในการสอบ IELTS แต่ละช่วงให้ดีๆ เชื่อว่าคะแนน Speaking Band 7.0 ขึ้นไป ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถเลยค่ะ

“Practice makes perfect”

IELTS Institute Team

โพสท์ใน IELTS Speaking | ติดป้ายกำกับ , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น