ความสำคัญของไวยากรณ์ในการสอบ IELTS Speaking

การสอบ IELTS Speaking – ความสำคัญของไวยากรณ์ (Grammar)

IELTS-Speaking-Grammar

Grammar กับ IELTS Test

 

น้องๆหลายคนพอจะทราบอยู่แล้วว่า ไวยากรณ์(Grammar) ถือเป็น 1 ใน 4 องค์ประกอบในการให้คะแนน Speaking Test ของ IELTS โดยในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง 4 องค์ประกอบจะมีความสำคัญเท่าๆกัน ดังนั้น หากมองจากตรงนี้จะเห็นได้ว่า แต่ละส่วนจะมีน้ำหนักในการคิดคะแนนที่ 25% นะคะ

 

น้องๆหลายคนมักคิดไปเองว่า ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษนั้นจริงๆแล้วแค่ระวังในการใช้ให้ถูกต้องและพยายามไม่ให้มีจุดหักคะแนนก็เพียงพอแล้ว จริงๆแล้วคิดแบบนี้ก็ไม่ถือว่าผิด แต่นับว่าถูกเพียงแค่ครึ่งเดียวค่ะ การพูดผิดไวยากรณ์บ้างนั้นจริงๆแล้ว Examiner ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องปกติ และแม้แต่ผู้ที่สอบ Speaking ได้ Band 7 ขึ้นไปก็สามารถมีจุดผิดพลาดทางไวยากรณ์ได้บ้างเช่นกัน

 

แต่สิ่งที่ผู้เข้าสอบควรระวังก็คือ ไม่ควรพลาดในจุดง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ IELTS Examiner ถามว่า What did you do at work today? จะเห็นได้ว่า Keyword ที่สำคัญคือ คำว่า did ซึ่งอยู่ในรูปของ past tense ดังนั้นในกรณีนี้เราควรต้องตอบ IELTS Examiner ในรูปของ past tense เช่นเดียวกันค่ะ

 

อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญอีกอย่างก็คือ เราควรจะแสดงความสามารถใช้การใช้โครงสร้างของไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้อย่างหลากหลายด้วย ทีนี้ ลองมาดูตัวอย่าง Speaking Part 2 ที่ช่วยอธิบายให้เห็นภาพในสิ่งที่เราเกริ่นมาได้ชัดเจนขึ้นกันดีกว่าค่ะ

Describe your favourite film 

ลองมาคิดถึงความเป็นไปได้ของ Tense ที่เราสามารถดึงเอามาใช้ในการตอบคำถามนี้กันดูค่ะ

.

.

.

เป็นอย่างไรบ้าง คิดออกมาได้กี่แบบคะ ลองมาดูตัวอย่างรูปแบบของ Tense ต่างๆใน Topic นี้กันค่ะ:

  • Present simple – This movie is the biggest ever in my country
  • Past simple – I first saw this when I was very young
  • Present perfect – I’ve seen this film maybe 30 times
  • Present continuous – A village is being terrorised by bandits

 

พอจะมองเห็นภาพกันบ้างแล้วใช่ไหมคะ ในการสอบ Speaking part 2 นั้น จริงๆแล้วเมื่อได้อ่านคำถาม เราจะมีเวลาถึงหนึ่งนาทีในการคิดสิ่งที่เราจะพูดแน่นอนหากเราต้องการที่จะได้คะแนนที่สูง ไวยากรณ์ที่ใช้ควรจะมีความหลากหลาย ไม่ใช่ใช้อย่างกำจัด เช่น ใช้แต่ Present Simple อย่างเดียว ทั้งนี้ พี่แนะนำว่าให้เราหมั่นเตรียมความพร้อมโดยการฝึกพูดจากหัวข้อทั่วๆไปที่มักจะออกข้อสอบ เช่น กีฬาที่ชอบเล่น, เครื่องดนตรีที่สนใจ, งานอดิเรกต่างๆ, เครื่องมือในการสื่อสารที่ใช้บ่อยๆ โดยพยายามพูดให้รูปประโยคที่ใช้ สามารถดึง Tense และองค์ประกอบทางไวยากรณ์ในเรื่องต่างๆมาแสดงโดยไม่ผิดหลักเกณฑ์ พี่รับรองว่า จะช่วยทำให้คะแนนเราเพิ่มขึ้นมากทีเดียวค่ะ

IELTS Speaking

ในส่วนของการสอบ Part ที่ 3 นั้น จะเป็นการพูดถึงเรื่องทั่วๆไป เราควรจะถือโอกาสนี้แสดงความสามารถของเราเพิ่มเติม โดยอาจจะใช้รูปแบบเหล่านี้เพิ่ม อาทิเช่น

  • การใช้ Comparatives and superlatives (e.g. more than… less than… the most… the least…)
  • มีการConditionals (If I do this, then this will be the outcome…)
  • Modal verbs of speculation (e.g. ‘might’, ‘could’, ‘will probably’)

เพื่อให้เห็นภาพของเกณฑ์การให้คะแนนชัดขึ้น ลองมาดู Video ที่ทาง British Council จัดทำขึ้นมาแนะนำแนวทางในการเตรียมสอบที่เกี่ยวข้องกับการใช้ไวยากรณ์กันดูดีกว่าค่ะ

Credit: Video from British Council

และเช่นเคย อย่าลืมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การฝึกฝน การนำสิ่งที่เราได้เรียนรู้ข้างต้นไปลองฝึกอาจจะดูว่ายากในช่วงแรก แต่เมื่อเราฝึกเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งผ่านหัวข้อที่หลากหลาย ย่อมช่วยสร้างความมั่นใจและทำให้เราเองพัฒนาขึ้น โดยพี่เชื่อว่าหากน้องๆทำได้ตามนี้ IELTS Speaking 8.0 จะไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินความสามารถของน้องไปได้ค่ะ!

 

“Practice makes perfect”

IELTS Institute Team

 

โพสท์ใน IELTS Speaking | ติดป้ายกำกับ , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ถึงเวลาที่จะพิชิตข้อสอบ IELTS Listening แล้วรึยัง?

ประเภทคำถามในการสอบ IELTS Listening และเทคนิคในการทำข้อสอบ

IELTS Listening มีแนวทางในการพิชิตข้อสอบอย่างไร?

IELTS Listening มีแนวทางในการพิชิตข้อสอบอย่างไร?

Listening Test Duration: – 40 minutes

ข้อสอบ IELTS Listening นั้นจะ ประกอบด้วยคำถามทั้งหมด 40 ข้อ แบ่งเรื่องที่ต้องฟังออกเป็น 4 ส่วน ซึ่งจะเพิ่มระดับความยากขึ้นไปเรื่อยๆ เนื้อหาจะเริ่มตั้งแต่ชีวิตประจำวันไปจนถึงงานวิชาการ โดยข้อพึงระวังก็คือ ข้อสอบนี้จะเปิดให้ฟังเพียงครั้งเดียวเท่านั้น  ข้อสอบฟังมีความยาวประมาณ 30 นาที และผู้สอบมีเวลา 10 นาทีในการคัดลอกคำตอบลงในกระดาษคำตอบ

การทดสอบจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน (part) คือ

  1.    การพูดในที่สาธารณะ เป็นการพูดระหว่างคนสองคน (ซึ่งโดยมากแล้วจะอยู่ในรูปแบบของการเติม Application form)
  1. การสนทนาระหว่างคนสองคนในเรื่องทั่วไป
  2.    บทสนทนาทางโทรศัพท์ หรือการสัมภาษณ์ทางวิทยุของคน 2-3 คน
  3.    การบรรยายของอาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นการพูดคนเดียว
  • การทำข้อสอบมีเทคนิคดังนี้
  1. ก่อนเริ่มทำการสอบ จะมีเวลาที่มีค่าที่สุดประมาณ 1-2 นาที ในช่วงที่เป็นการแนะนำการสอบ…..ให้ทำการอ่านปัญหาข้อสอบ พร้อมทั้ง วิเคราะห์ว่า ในช่องว่างต่างๆ นั้น (คำตอบ) ควรจะเป็นอะไร (part of speech) เป็น Noun, Verb, Adverb, Adjective, Number, Currency, Day, Date, etc. (อย่าลืมตัวเลขพิเศษ พวก $20, £10, 1st, 2nd,3rd, 4th)
  2. จากนั้นทำการเขียนสิ่งที่ตนเองคาดเดาว่าจะต้องเป็นคำตอบ เอาไว้ใน Question booklet ให้เราเดาทุกอย่างที่จะเป็นไปได้เลย (เท่าที่เรามีเวลา)
  3. ทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยินคำว่า “Now we shall begin” ต้องกลับมาที่ คำถามแรก แล้วเตรียมตั้งใจฟังให้ดี
  4. อย่าลืมอ่าน Instruction ให้ดี ว่าให้เติมคำแบบไหน No more than three words, No more than two words เพราะในแต่ละ Part มักจะไม่เหมือนกัน
  5. อย่าลืมฟังให้ดี ว่าแต่ละช่วงของการฟัง เริ่มจากข้อใดถึงข้อใด ดังนั้นเราควรขีดเส้นใต้เอาไว้ด้วยนะคะ
  6. เมื่อจบในแต่ละส่วน จะมีเวลาให้ทบทวนคำตอบและอ่านคำสั่ง ซึ่งเราควรใช้เวลาที่มีค่านี้ทำแบบเดิม (ตามข้อ1)
  7. ในส่วนของการตอบคำถาม ถ้าหากเป็นตารางสังเกตให้ดี สำหรับ ทิศทางของการตอบในตาราง…เพราะไม่แน่นอน         ..บางทีไปทาง Row บางทีไปทาง Column
  8. เขียนทุกอย่างที่ได้ยินเอาไว้…เลือกเอาเฉพาะที่สำคัญ อย่าลืมว่าสิ่งที่เราเดา ไว้นั้น จะช่วยจำกัดการฟังของเราใหแคบลงว่าเราควรจะฟังอะไร
  9. อย่ารีบร้อน พยายามใจเย็นเพื่อรอฟังตามที่เราคาดเดาไว้ อย่ารีบนำสิ่งที่ได้ยินในตอนแรกมาตอบ เพราะในการทดสอบ มักจะมีการแก้ไขคำพูดเสมอๆ เช่นพูดถึงวันที่ มาถึง แต่ความจริงเราจะต้องตอบวันที่จะไป หรือ in three consecutive days หรือ เวลา ผู้พูดมักจะไม่ตรงๆ เช่น quarter to seven หรือ fifteen minutes to seven รวมถึงตัวเลขมักจะมีการแก้ด้วยเช่นกัน
  10. สำหรับโจทย์ที่เป็นแผนที่ หลังจากเราใช้เวลาในการดูหัวข้อต่างๆ แล้ว พี่แนะนำให้ใช้นิ้วมือไล่ตามคำพูดไปเลย เพราะไม่เช่นนั้นเราจะสับสนว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหนแล้ว
  11. เรามีเวลาอีก 10 นาทีหลังจากเสียง จบลง ตอน Transfer คำตอบ ให้ตรวจสอบอีกที ถึง Spelling และ General reference โดยดู Article ให้ดี เพราะจะสามารถช่วย ระบุได้ว่าเป็น Singular countable noun (หลัง Article “a”) หรือเป็น Uncountable noun หรือเป็น General reference

ประเภทของคำถามใน IELTS Listening Module

คราวนี้เราลองมาดูประเภทคำถามทั้ง 7 แบบ ที่เรามีโอกาสจะได้พบในการสอบดีกว่าค่ะ

  • Note/summary/flow-chart/table completion
    • Multiple choice
    • Short-answer questions
    • Sentence completion
    • Labelling a diagram
    • Classification
    • Matching

ข้อมูลลักษณะคำถามแต่ละประเภทสามารถไปดูได้ในเว็บหลักของ IELTS ดังนี้นะคะ

http://www.ielts.org/test_takers_information/question_types/question_types_-_listening.aspx

ทั้งนี้พี่ได้สรุปคำถามแต่ละประเภทมาให้อีกครั้งค่ะ

คำถามแบบที่ 1: OUTLINE COMPLETION 

You have to fill in gaps in an outline that covers part or all of the listening text. In order to complete the task, you may have to choose your answers from a list on the question paper or identify the missing words from the recording that fit into the outline. You should not change the words from the recording in any way, and should keep to the word limit stated in the instructions.
The text could be a form) a set of notes, a table, a flow chart or a summary. The answers will focus on the main ideas in the text. In all cases except the summary, notation form can be used to complete the gaps, which means that articles and auxiliary verbs may be omitted when they are not necessary for the meaning. The summary consists of connected sentences and must therefore be grammatically correct.

คำถามแบบที่ 2: MULTIPLE CHOICE
Multiple choice items may include a question fàllowed by three possible answers. You have to choose the one correct answer: A, B or C. They may require you to understand specific points or the main points of the listening text.
The task may also involve sentence completion. You will be given the first part of a sentence and will have to choose the best way to complete it from the options given. Sometimes you are given a longer list of possible answers, and told that you have to choose more than one of them.

คำถามแบบที่ 3: SHORT-ANSWER QUESTIONS
You have to write an answer to a question using information from the recording. You should read the instructions carefully, as they indicate the word limit given for each task. Sometimes you are given a question that asks you to list two or three points.

คำถามแบบที่ 4: SENTENCE COMPLETION
You need to read a set of sentences summarising key information from the entire listening text or from one part of it You have to complete a gap in each sentence using information from the listening text. You usually have to write no more than three words and/or a number. The words will be taken directly from the listening text and written in the space on your question paper, to be transferred later.

คำถามแบบที่ 5: LABELLING A DIAGRAM, PLAN OR MAP
You have to complete labels on a visual such as a diagram, set of pictures, plan of a building or a map of a part of a town. The answers are usually selected from a list on the question paper.

คำถามแบบที่ 6: CLASSIFICATION
You have to match a numbered list of items from the listening text to a set of criteria. This task type is designed to test your ability to recognize relationships and connections between facts in the listening text. It is therefore often used with texts dealing with factual information. This task tests your ability to listen for detail.

คำถามแบบที่ 7: MATCHING
You have to match a numbered list of items from the listening text to a set of items in a box. Many variations of this task type are possible regarding the types of options to be matched.

เชื่อว่าน้องๆคงพอจะจับแนวทางในการทำข้อสอบ IELTS Listening ได้พอสมควร ใครมีข้อสงสัยตรงไหนสามารถเมลเข้ามาสอบถามพี่ๆได้เลยนะคะ ieltsinstitute@hotmail.com ค่ะ

 

“Practice makes perfect”

IELTS Institute Team

 

โพสท์ใน IELTS Listening | ติดป้ายกำกับ , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เคยสงสัยไหมว่า IELTS Speaking part ใดสำคัญที่สุด??

IELTS Speaking: สงสัยกันไหมว่าแต่ละส่วน ส่วนไหนที่สำคัญที่สุด?

วันนี้มีคำถามจากน้องคนหนึ่งถามเข้ามาว่า คะแนนสอบในทักษะ Speaking ของ IELTS test เนี่ยเท่ากันไหม? แล้วส่วนไหนสำคัญหรือได้คะแนนมากกว่ากัน?

การให้คะแนน IELTS Speaking

IELTS Speaking ควรจะให้ความสำคัญกับส่วนใดมากที่สุด??

IELTS Examiner ตอบคำถามนี้แบบนี้ค่ะ

จริงๆแล้วในการสอบ IELTS Speaking นั้น ไม่มีส่วนไหนสำคัญกว่ากัน ไม่มีการแยกคะแนนในแต่ละส่วน Examiner จึงมองทั้ง 3 ส่วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แต่อย่างไรก็ตาม สามารถมองวิธีการให้คะแนนในแต่ละส่วนดังนี้ค่ะ

  • ส่วนที่ 1 – เป็นส่วนที่ง่ายที่สุด (เสมือนอุ่นเครื่อง) แต่เราจะไม่สามารถได้คะแนนสูงเพียงเพราะทำได้ดีในส่วนนี้ (แต่แน่นอนการเริ่มต้นที่ดี ย่อมทำให้ Examiner ประทับใจได้ง่ายใน Part ถัดไป)
  • ส่วนที่ 2 – ส่วนนี้สำคัญมาก Examiner จะเริ่มวัดความสามารถที่แท้จริงของเราจาก Part นี้ โดยอิงจาก Score Chart โดยจะแบ่งเป็น 4 ส่วน ดังนี้ค่ะ
Fluency and coherence How fluently you speak and how well you link your ideas  together
Pronunciation How accurate your pronunciation is
Lexical resource How accurate and varied your vocabulary is
Grammatical range and accuracy How accurate and varied your grammar is
  • ส่วนที่ 3 – ในส่วนนี้ก็สำคัญเช่นกัน เพราะ Examiner จะตัดสินคะแนนของเราว่าควรได้เท่าไหร่จากคำถามในส่วนนี้ (เสมือนเป็นช่วง Boost คะแนน) ซึ่งจะถ้าตอบได้ดีย่อมทำให้คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่นเดียวกัน หากทำได้ไม่ดี ย่อมทำให้คะแนนของเราถูกลดทอนลงจากที่ Examiner ตั้งใจไว้ค่ะ

ลองมาดูองค์ประกอบในการคิดคะแนนของการสอบ IELTS Speaking ทั้ง 4 ส่วนกันดีกว่าค่ะ ว่ามีจุดไหนที่ต้องระวังอย่างไร?

Fluency and coherence

Fluency ประกอบไปด้วย:

  1. speed of speech
  2. length of answer
  3. pausing correctly

Coherence คือความสามารถที่จะ:

  1. expand your answers
  2. answer the questions directly
  3. add relevant detail to explain or illustrate your answers
  4. connect your sentences by using tenses and connectors

Common Mistake

น้องๆควรระวังไม่ตอบเร็วเกินไปหรือตอบยืดยาวมากๆโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจเป็นจุดที่จะทำให้โดนหักคะแนนในส่วนของการออกเสียง ในการสอบพูด สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญคือแสดงความสามารถในทักษะด้านการพูดออกมา โดยมีจุดควรระวังอีกอย่างคือ การตอบไม่ตรงคำถาม ซึ่งจะทำให้เราโดนหักคะแนนค่ะ

Pronunciation

จุดสำคัญในเรื่องการออกเสียง (Pronunciation) คือ การออกเสียงให้ฟังง่าย ได้ใจความ และสามารถออกเสียงได้ถูกต้อง ซึ่งคุณสมบัติในการออกเสียงสำหรับการสอบ IELTS Speaking ที่ดี มีดังนี้ค่ะ

  1. basic word pronunciation
  2. linked speech sounds
  3. correct sentence stress
  4. correct use of intonation (rising and falling)

ตรงส่วนนี้หลายคนกังวลในเรื่องของ Accent ซึ่ง Examiner บอกเลยว่าตรงนี้ไม่มีผลกับคะแนนค่ะ

Lexical Resource (Vocabulary)

ความสามารถในการใช้คำศัพท์เป็นอีกส่วนที่ Examiner จะนำมาเป็นเกณฑ์ให้คะแนนกับผู้เข้าสอบ ซึ่งมี 3 ข้อที่ Examiner แนะนำให้ผู้เข้าสอบควรระวัง

  1. have enough vocabulary to discuss a range of topics
  2. to use vocabulary accurately
  3. be able to explain yourself when you do not have the right word

Common Mistake

ปัญหาที่พบได้บ่อยคือนักเรียนมักใช้คำยากๆ โดยบางครั้งไม่รู้ความหมายที่แท้จริง ทำให้มีการใช้คำอย่างผิดความหมาย หรือ เป็นคำที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ในการพูดตามปกติ

 

Grammatical Range and Accuracy

สำหรับในส่วนนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ Examiner เน้นให้ระวังมากๆ โดยมีข้อควรระวังที่นักเรียนไทยผิดพลาดบ่อยๆ อยู่ 2 จุด ได้แก่

  1. ระวังการใช้ไวยากรณ์ที่ผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของ Tense
  2. ควรมีการดึงเอาโครงสร้างไวยากรณ์มาใช้ให้หลากหลาย ไม่ควรใช้แค่ประโยคง่ายๆ เช่นประโยคความเดียว ( Simple Sentence) ควรเชื่อมประโยคให้เป็น Compound หรือ Complex Sentence บ้าง

เป็นอย่างไรคะ เชื่อว่ามาถึงตรงนี้ น้องๆน่าจะเริ่มเข้าใจหลักเกณฑ์การให้คะแนนในการสอบพูดของ IELTS test กันบ้างแล้ว พี่ขอฝากเทคนิคการเตรียมสอบ IELTS Speaking ให้ได้ 7.0 ไว้ให้น้องๆลองศึกษาเพิ่มเติมนะคะ

เทคนิคการเตรียมตัวสำหรับผู้ที่อยากได้ IELTS Speaking Band 7.0

แล้วพบกันใหม่อีกครั้ง คราวหน้าจะนำเทคนิคดีๆในการเตรียมสอบ IELTS ทักษะอื่นๆมาฝากกันอีกค่ะ

“Practice makes perfect”

IELTS Institute Team

โพสท์ใน IELTS Speaking | ติดป้ายกำกับ , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สำนวนภาษาอังกฤษ – Valentine’s Day สำหรับน้องๆที่กำลังเตรียมสอบ IELTS ค่ะ

Happy Valentines Day 2015

ช่วงนี้น้องๆหลายคนกำลังเตรียมตัวสอบ IELTS กันอยู่ใช่ไหมคะ แต่พอพูดถึงเดือนกุมภาพันธ์แล้ว พี่เชื่อว่าน้องๆหลายๆคน จะคิดถึงวันหนึ่งเป็นพิเศษ นั่นคือ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี (Valentine Day) น้องหลายคนเตรียมดอกกุหลาบไว้ให้คนพิเศษ ทั้งนี้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งที่สามารถใช้สื่อความหมายเฉพาะความรักของ หนุ่มสาวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ดอกไม้แต่ละชนิดสามารถสื่อความรักได้หลายรูปแบบ ทั้งยังไม่จำกัดอายุและเพศอีกด้วย ลองมาดูความหมายของดอกกุหลาบแต่ละสีกันนะคะ

  • กุหลาบแดง (Red Rose) : จะใช้ในความหมายแทน ประโยคที่ว่า “ฉันรักเธอ”
  • กุหลาบขาว (White Rose) : กุหลาบขาวแทนความหมายแห่งความรักอันบริสุทธิ์
  • กุหลาบชมพู (Pink Rose) : มักถูกใช้แทนความรักแบบโรแมนติก และความเสน่หาต่อกัน
  • กุหลาบเหลือง (Yellow Rose) : สีเหลืองเป็นสีแห่งความสดใส แทนความรักแบบเพื่อน

นอกจากนี้ พี่จึงลองหาประโยค สำนวนที่เกี่ยวข้องกับความรัก เผื่อว่าน้องๆจะได้นำไปใช้บอกกับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็น คนในครอบครัว เพื่อนสนิท หรือ คนพิเศษ ก็ได้ค่ะ บางประโยคอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว อย่างเช่น

Love at first sight.

หมายถึงการที่คนสองคนตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบค่ะ

Falling in love.

มีความหมายขนาดที่ว่าการจะมีชีวิตที่ปราศจากคนๆนั้นอาจทำให้คุณขาดใจได้ค่ะ

You are too good to be true.

หมายความว่าคุณคิดว่าเขาหรือเธอดีมากจนแทบไม่คิดว่าคนแบบนี้จะมีอยู่จริง

She drives me crazy.

แสดงคนๆนั้นทำให้คุณใจเต้นอย่างรุนแรงนั่นเองค่ะ

Love looks not with eyes, but with the mind.

มีความหมายว่าความรักนั้นเห็นไม่ได้ด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจค่ะ

I’d like to spend the rest of my life with you.

ให้ความหมายว่าฉันต้องการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับคุณ!

I can’t stop loving you.

หมายความว่าฉันหยุดไม่ได้ที่จะรักคุณนั่นเองค่ะ

You’re the best things that’s ever happened to my life.

หมายถึงว่าคุณคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่เกิดขึ้นกับชีวิตฉัน

You’re my life.

เป็นประโยคที่ให้ความหมายว่าคุณคือชีวิตของฉันนั่นเองค่ะ

I can’t live without you.

มีความหมายว่าฉันอยู่ไม่ได้ โดยไม่มีคุณ!

 

สำหรับคนที่กำลังหาประวัติความเป็นมาของวันวาเลนไทน์ ลองแวะเข้าไปดูประวัติของวันพิเศษนี้ได้ที่นี่ค่ะ

ประวัติความเป็นมาของวันวาเลนไทน์

“Practice makes perfect”

IELTS Institute Team

โพสท์ใน เรื่องน่ารู้ | ติดป้ายกำกับ , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น

Preposition กับปัญหาที่พบบ่อยๆในการสอบ IELTS (ภาคต่อ)

วันนี้ พี่จะมาไขข้อข้องใจเรื่องการใช้คำบุพบท ( prepositions ) ต่อนะคะ ครั้งก่อน ได้นำเสนอปัญหาที่พบบ่อยกับการใช้คำกริยา discuss กันไปแล้ว เดี๋ยวมาดูคำกริยาอีก 4 ตัวที่เหลือต่อกันเลยค่ะ

preposition-IELTS-2

ปัญหาเกี่ยวกับการใช้ Preposition ในการสอบ IELTS (ภาคต่อ)

ใครยังไม่เคยอ่านบทความ Part I ลองไปติดตามกันที่นี่นะคะ –> Preposition กับปัญหาที่พบบ่อยๆในการสอบ IELTS

คราวนี้เรามาดูข้อ 2. กันต่อเลยดีกว่าค่ะ

  1. The problem involves with many people in society.

         แปลว่า ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับคนหลายคนในสังคม

“to involve” เป็น verb ที่ top ฮิตมากในด้านที่นักเรียนโดยส่วนใหญ่ใช้ผิดตลอดๆ ทั้งนี้ เกิดจากการที่น้องๆ มักจะแปลคำนี้ว่า “เกี่ยวข้อง” เวลาเอามาแต่งประโยค จึงเติม preposition “with” เข้าไปโดยอัตโนมัติ

อันที่จริง คำว่า “to involve” แปลว่า “โยงใยถึง พัวพัน” แต่ถ้าใช้ในรูป passive voice “to be involved” จึงจะแปลว่า “เกี่ยวข้อง” โครงสร้างการใช้งานแตกต่างกัน ดังนี้นะคะ

- to involve + noun(s)

       เช่น This project will involve all the students.

          แปลตรงๆ ได้ว่า “โครงการนี้ จะพัวพันนักเรียนทุกคน” แต่หากแปลให้เป็นภาษาที่สละสลวย มักแปลว่า “นักเรียนทุกคนจะเกี่ยวข้องกับโครงการนี้”

- to be involved + with + noun(s)

       เช่น All the students will be involved with this project.

          ซึ่งก็แปลเหมือนประโยคบนเลย คือ “นักเรียนทุกคนจะเกี่ยวข้องกับโครงการนี้”

 

  1.   Last year, my sister married with my best friend.

         แปลว่า ปีที่แล้ว พี่สาวของฉันแต่งงานกับเพื่อนสนิทฉัน

“to marry” แปลว่า “แต่งงาน” นักเรียนก็เลยมักจะแปลแบบตรงตัวเวลานำไปใช้งาน คือ ต้องการบอกว่า “แต่งงานกับใคร” ก็เลยใส่ “with” หลัง “to marry” โครงสร้างที่ถูกต้องเป็นดังนี้นะคะ

- to marry + someone

     เช่น Although he is wealthy, she does not want to marry him.

             แปลว่า แม้เขาจะรวย แต่หล่อนไม่ต้องการแต่งงานกับเขา

 

  1.  At present, the government faces with a lot of financial problems.

         แปลว่า ปัจจุบันนี้ รัฐบาลเผชิญกับปัญหาด้านการเงินมากมาย

“to face” แปลว่า “เผชิญ หรือ ประสบ” ซึ่งหากเป็นภาษาไทย ย่อมต้องใส่คำว่า “กับ” เข้าไปก่อนที่จะตามด้วยคำนาม แต่โครงสร้างที่ถูกต้องในภาษาอังกฤษ เป็นดังนี้นะคะ

- to face + noun(s)

     เช่น Some transgender individuals face discrimination.

           แปลว่า คนข้ามเพศบางคนเผชิญกับการถูกแบ่งแยก

อันที่จริง หากใช้ “to face” ในรูป passive voice ย่อมจำเป็นต้องใช้ preposition “with” ตามหลัง ซึ่งเมื่อแปลออกมาแล้ว ความหมายก็จะไม่แตกต่างกันแต่อย่างใดค่ะ

- to be faced + with + noun(s)

     เช่น Some transgender individuals are faced with discrimination.

           แปลว่า คนข้ามเพศบางคนเผชิญกับการถูกแบ่งแยก

คาดว่า สาเหตุหลักอีกประการที่ทำให้น้องๆ ใช้ “to face with” ก็เป็นเพราะเคยเห็นการใช้คำว่า “with” ตามหลัง “face” จริงๆ แต่ย่อมต้องเป็นในรูป passive voice เท่านั้นนะคะ

 

  1.   A number of employees do not want to join in the activity.

         แปลว่า ลูกจ้างจำนวนหนึ่งไม่ต้องการเข้าร่วมในกิจกรรม

“to join” แปลว่า “เข้าร่วม” ซึ่งหากเป็นภาษาไทย ย่อมต้องใส่คำว่า “ใน หรือ กับ” เข้าไปก่อนที่จะตามด้วยคำนาม แต่โครงสร้างที่ถูกต้องในภาษาอังกฤษ เป็นดังนี้นะคะ

- to join + noun(s)

     เช่น Most residents are willing to join this programme. .

           แปลว่า ผู้อาศัยส่วนใหญ่เต็มใจที่จะเข้าร่วมในรายการนี้

 

พี่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องๆ จะสามารถลดความผิดพลาดในการใช้คำกริยาเหล่านี้ในงานเขียนและการพูดในอนาคตนะคะ ขยันอ่าน ขยันฝึก ไม่ยากจนเกินไปแน่นอนค่า

 

“Practice makes perfect”

IELTS Institute Team

โพสท์ใน GRAMMAR TIPS | ติดป้ายกำกับ , , , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น